โรงเรือนปลูกพืชคลุมด้วยพลาสติกสำหรับงานเกษตร

การสร้างโรงเรือนปลูกพืชไม่ควรเริ่มจากการเลือกแบบหลังคาหรือขนาดท่อเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากชนิดพืช ระบบปลูก สภาพอากาศของพื้นที่ และขั้นตอนการทำงานภายในฟาร์ม

โรงเรือนที่เหมาะกับผักสลัดไฮโดรโปนิกส์อาจไม่เหมาะกับเมล่อน มะเขือเทศ ไม้กระถาง หรืองานอนุบาล แม้จะมีขนาดพื้นที่เท่ากัน เพราะพืชแต่ละชนิดมีความต้องการด้านแสง อุณหภูมิ ความชื้น การระบายอากาศ และพื้นที่ทำงานแตกต่างกัน

บทความนี้จึงไม่ได้กำหนดว่าโรงเรือนแบบใดดีที่สุด แต่ช่วยจัดลำดับข้อมูลที่ต้องใช้ก่อนออกแบบและขอใบเสนอราคา หากต้องการดูภาพรวมและบทความย่อยทั้งหมด สามารถเริ่มจาก Landing Page โรงเรือนปลูกพืช

โรงเรือนปลูกพืชคลุมด้วยพลาสติกสำหรับงานเกษตร
รูปแบบโรงเรือนต้องสัมพันธ์กับพืช สภาพพื้นที่ ระบบปลูก และการระบายอากาศ

1. เริ่มจากชนิดพืชและเป้าหมายการผลิต

ข้อมูลแรกที่ต้องระบุคือจะปลูกพืชอะไร ปลูกจำนวนเท่าไร และต้องการผลิตช่วงใดของปี ตัวอย่างกลุ่มงานที่ต้องการโรงเรือนต่างกัน ได้แก่

  • ผักสลัดไฮโดรโปนิกส์
  • เมล่อน มะเขือเทศ หรือพืชขึ้นค้าง
  • ต้นกล้าและงานอนุบาล
  • สมุนไพร
  • ไม้กระถางและไม้หายาก
  • พืชทดลองหรือพืชมูลค่าสูง

นอกจากชนิดพืช ต้องกำหนดเป้าหมายของโรงเรือนด้วย เช่น ป้องกันฝน ลดการเข้ามาของแมลง ลดลม ควบคุมแสง หรือควบคุมอุณหภูมิ เพราะแต่ละเป้าหมายใช้โครงสร้าง วัสดุ และอุปกรณ์ต่างกัน

2. สำรวจพื้นที่ก่อนเลือกแบบโรงเรือน

ข้อมูลพื้นที่ที่ควรเก็บก่อนวางตำแหน่งโรงเรือน ได้แก่

  • ทิศทางแดดตลอดวัน
  • ทิศทางลมประจำฤดู
  • ความเร็วลมสูงสุดของพื้นที่
  • ปริมาณฝนและทิศทางฝนสาด
  • จุดที่เคยมีน้ำท่วมขัง
  • ความลาดเอียงและทางระบายน้ำ
  • อาคารหรือต้นไม้ที่บังลมและแสง
  • ทางเข้าออกสำหรับรถและการขนส่ง
  • แหล่งน้ำและระบบไฟฟ้า
  • พื้นที่สำหรับขยายโรงเรือนในอนาคต

ไม่ควรวางโรงเรือนในตำแหน่งที่ระบายน้ำออกไม่ได้ หรือมีอาคารอื่นขวางช่องลมโดยไม่ประเมินผลกระทบ ควรสำรวจพื้นที่ทั้งช่วงอากาศปกติและช่วงฝนตกหนักหากทำได้

3. เลือกรูปแบบโรงเรือนให้เหมาะกับงาน

โรงเรือนหลังคาโค้ง

โครงสร้างไม่ซับซ้อนและใช้กับงานปลูกทั่วไปได้หลายแบบ แต่ต้องออกแบบความสูง ช่องลม ระยะเฟรม และค้ำยันให้เหมาะกับแรงลมและวัสดุคลุม

โรงเรือนหลังคาฟันเลื่อย

มีช่องระบายอากาศบริเวณหลังคา ช่วยให้อากาศร้อนลอยออกได้ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการใช้การระบายอากาศตามธรรมชาติ แต่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับทิศทางลม ขนาดช่องเปิด และความต้านทานของมุ้งที่ติดตั้ง

โรงเรือนหลังคาสองชั้น

ใช้ช่องว่างระหว่างหลังคาเป็นทางระบายอากาศร้อน ต้องออกแบบการกันฝนสาดและมุ้งบริเวณช่องเปิดให้เหมาะสม รวมถึงตรวจว่าส่วนหลังคาที่ซ้อนกันไม่กีดขวางทางลม

โรงเรือนมุ้ง

เน้นลดการเข้ามาของแมลงและยังใช้การระบายอากาศตามธรรมชาติ แต่ยิ่งเลือกมุ้งละเอียด อากาศจะยิ่งผ่านได้น้อยลง จึงต้องเพิ่มพื้นที่ช่องเปิดและประเมินอุณหภูมิภายในร่วมด้วย

โรงเรือน Evap

โรงเรือน Evap ใช้ Cooling Pad และพัดลมระบายอากาศช่วยลดอุณหภูมิ แต่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับความชื้นภายนอก อุณหภูมิกระเปาะเปียก และการออกแบบทางลม ไม่สามารถกำหนดอุณหภูมิได้เหมือนห้องปรับอากาศ

Virginia Tech อธิบายว่าโครงสร้างป้องกันพืชในเขตร้อนและกึ่งร้อนต้องพิจารณาทั้งวัสดุคลุม การระบายอากาศ และระดับการกีดกันแมลงร่วมกัน ดูข้อมูล Protective Agriculture Fundamentals

4. กำหนดขนาดจากพื้นที่ทำงานจริง

ขนาดโรงเรือนไม่ควรคำนวณจากจำนวนต้นเพียงอย่างเดียว ต้องเผื่อพื้นที่สำหรับงานและอุปกรณ์ เช่น

  • โต๊ะหรือแปลงปลูก
  • ทางเดินหลักและทางเก็บเกี่ยว
  • ถังน้ำและปั๊มน้ำ
  • ระบบผสมปุ๋ย
  • พื้นที่อนุบาลต้นกล้า
  • จุดพักอุปกรณ์และผลผลิต
  • ทางเดินท่อและสายไฟ
  • พื้นที่กลับรถเข็น
  • พื้นที่ซ่อมบำรุง
  • ประตูสำหรับนำวัสดุขนาดใหญ่เข้าออก

ควรวาดผังโต๊ะและอุปกรณ์ก่อนกำหนดความกว้าง ความยาว และตำแหน่งเสา เพื่อป้องกันเสาหรือคานขวางทางเดินและระบบปลูก

5. ออกแบบโครงสร้างตามสภาพพื้นที่

ไม่ควรกำหนดขนาดเหล็กจากตัวอย่างโรงเรือนอื่นโดยตรง เพราะโรงเรือนแต่ละพื้นที่รับแรงลม ฝน น้ำหนักอุปกรณ์ และแรงจากวัสดุคลุมไม่เท่ากัน ข้อมูลที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  • ความกว้างและความยาวช่วงโครง
  • ความสูงเสาและหลังคา
  • ระยะห่างระหว่างเฟรม
  • ฐานรากและสภาพดิน
  • ค้ำยันตามแนวยาวและแนวขวาง
  • แรงลมที่กระทำต่อพลาสติกและมุ้ง
  • น้ำหนักพัดลม Cooling Pad และอุปกรณ์
  • น้ำฝนที่อาจสะสมบนหลังคา
  • มาตรฐานงานเชื่อมและการป้องกันการกัดกร่อน

โรงเรือนเชิงพาณิชย์หรือพื้นที่ลมแรงควรให้วิศวกรหรือผู้รับผิดชอบโครงสร้างตรวจสอบ ไม่ควรใช้รายการเหล็กขนาด 1 นิ้วหรือ 1.5 นิ้วเป็นมาตรฐานสำหรับทุกโรงเรือน

6. เลือกวัสดุคลุมหลังคา

การเลือก พลาสติกคลุมโรงเรือน ต้องพิจารณาหลายรายการ ได้แก่

  • ความหนา
  • การส่งผ่านแสง
  • การกระจายแสง
  • UV Stabilizer
  • UV Blocking หรือ UV Transmission
  • Anti-drip
  • คุณสมบัติด้านความร้อน
  • ขนาดม้วน
  • เงื่อนไขรับประกัน

ความหนา 200 ไมครอนไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับโรงเรือนทุกแห่งหรือมีอายุใช้งานเท่ากัน ต้องตรวจสูตรพลาสติก วิธีติดตั้ง สภาพพื้นที่ และการรับประกันของสินค้าจริง

7. เลือกมุ้งกันแมลง

ไม่ควรระบุว่า มุ้งกันแมลง 32 ตาป้องกันแมลงชนิดใดได้โดยดูจากเลขตาเพียงอย่างเดียว เพราะต้องพิจารณาขนาดช่องเปิด ขนาดเส้นด้าย รูปแบบการทอ และพื้นที่เปิดร่วมด้วย

มุ้งละเอียดขึ้นจะเพิ่มแรงต้านลม จึงต้องประเมินแมลงเป้าหมาย ขนาดช่องเปิดจริง Pressure Drop ขนาดช่องระบายอากาศ ระบบพัดลม และฝุ่นที่อาจสะสมบนมุ้ง

8. ออกแบบระบบยึดวัสดุคลุม

ตำแหน่งยึดพลาสติกและมุ้งควรถูกกำหนดพร้อมกับโครงสร้าง โดยใช้ รางล็อกโรงเรือน และ ลวดสปริง ที่มีขนาดเข้ากัน รอยต่อควรเข้าถึงเพื่อซ่อมและเปลี่ยนวัสดุได้ในอนาคต

ระบบยึดไม่ได้ทำหน้าที่แทนค้ำยันหรือโครงสร้างรับแรงลม ความแข็งแรงต้องพิจารณาร่วมกันตั้งแต่ฐานราก โครง ราง ตัวยึด ลวด และวัสดุคลุม

9. ออกแบบการระบายอากาศ

โรงเรือนที่คลุมพลาสติกสามารถสะสมความร้อนได้รวดเร็ว ระบบระบายอากาศจึงควรถูกออกแบบพร้อมโครงสร้าง ไม่ใช่เพิ่มภายหลัง ตัวเลือกประกอบด้วย:

  • ช่องลมด้านข้าง
  • ช่องระบายอากาศบนหลังคา
  • ม่านม้วนด้านข้าง
  • พัดลมหมุนเวียนอากาศ
  • Exhaust Fan
  • Cooling Pad
  • ระบบพรางแสง
  • ระบบควบคุมอัตโนมัติ

ต้องคำนวณผลของมุ้ง ประตู บานเกล็ด และสิ่งกีดขวางต่อการไหลของอากาศด้วย ไม่ควรพิจารณาเฉพาะขนาดช่องเปิดบนแบบก่อสร้าง

10. ระบบน้ำ ไฟฟ้า และการระบายน้ำ

ควรวางระบบสาธารณูปโภคก่อนทำฐานหรือปูพื้น ได้แก่

  • ท่อน้ำเข้าและท่อระบายน้ำ
  • จุดล้างอุปกรณ์
  • ตำแหน่งถังและปั๊ม
  • ระบบจ่ายปุ๋ย
  • ตู้ไฟและอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า
  • จุดติดตั้งเซนเซอร์
  • อินเทอร์เน็ตหรือระบบสื่อสาร
  • เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือไฟสำรอง

อุปกรณ์ไฟฟ้าในโรงเรือนต้องเหมาะกับพื้นที่ชื้นและติดตั้งโดยผู้มีความรู้ด้านระบบไฟฟ้า การวางทางเดินสายและท่อน้ำล่วงหน้าช่วยลดการเจาะหรือแก้โครงสร้างภายหลัง

11. วางแผนระบบ Smart Farm ตั้งแต่ต้น

แม้ยังไม่ติดตั้งระบบอัตโนมัติทันที ก็ควรเตรียมท่อร้อยสาย จุดจ่ายไฟ ตำแหน่งตู้ควบคุม และจุดติดตั้งเซนเซอร์ไว้ก่อน ค่าที่มักตรวจวัด ได้แก่

  • อุณหภูมิและความชื้นภายนอก
  • อุณหภูมิและความชื้นหลายตำแหน่งภายใน
  • ความเข้มแสง
  • ปริมาณฝน
  • ความเร็วลม
  • ระดับน้ำ
  • สถานะปั๊มและพัดลม

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปควบคุมม่าน พัดลม Cooling Pad ปั๊มน้ำ และระบบแจ้งเตือนผ่าน ระบบ Smart Farm ได้ในอนาคต

12. งบประมาณที่มักถูกมองข้าม

นอกจากโครงเหล็กและวัสดุคลุม ยังต้องเผื่องบสำหรับรายการต่อไปนี้:

  • งานปรับพื้นที่และฐานราก
  • ระบบระบายน้ำ
  • ประตูและพื้นที่พักประตู
  • รางล็อกและลวดสปริง
  • ระบบไฟฟ้าและตู้ควบคุม
  • ถังน้ำและปั๊ม
  • พัดลมและ Cooling Pad
  • ค่าขนส่งวัสดุ
  • เครื่องมือและอุปกรณ์ติดตั้ง
  • งานซ่อมบำรุง
  • การเปลี่ยนพลาสติกและมุ้งในอนาคต

ควรแยกงบก่อสร้างครั้งแรกออกจากค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าแรง และค่าบำรุงรักษารายปี เพื่อเปรียบเทียบทางเลือกได้ชัดเจน

13. ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนขอใบเสนอราคา

  • จังหวัดและพิกัดติดตั้ง
  • ขนาดและรูปถ่ายพื้นที่
  • ชนิดพืช
  • จำนวนต้นหรือกำลังการผลิต
  • ระบบปลูก
  • ช่วงเดือนที่ต้องการผลิต
  • แบบโต๊ะหรือผังแปลง
  • อุณหภูมิและความชื้นเป้าหมาย
  • แหล่งน้ำและไฟฟ้า
  • ทิศทางลมและประวัติน้ำท่วม
  • รายการอุปกรณ์ที่ต้องติดตั้ง
  • งบประมาณโดยประมาณ
  • แผนขยายในอนาคต

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้รับออกแบบเปรียบเทียบทางเลือกและจัดทำใบเสนอราคาที่ใกล้เคียงงานจริงมากกว่าการแจ้งเพียงขนาดกว้าง × ยาว

สรุป

โรงเรือนที่ดีไม่ใช่โรงเรือนที่ใช้เหล็กมากที่สุดหรือมีอุปกรณ์ควบคุมมากที่สุด แต่เป็นโรงเรือนที่สัมพันธ์กับพืช สภาพอากาศ ระบบปลูก และขั้นตอนการทำงานของฟาร์ม

ก่อนสร้างควรวางแผนตั้งแต่ผังพื้นที่ โครงสร้าง วัสดุคลุม มุ้ง การระบายอากาศ ระบบน้ำ ไฟฟ้า ระบบควบคุม และการบำรุงรักษา เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายจากการแก้ไขภายหลัง