โรงเรือน Evap ระบบ Cooling Pad และพัดลมระบายอากาศ

โรงเรือน Evap หรือที่เรียกว่าโรงเรือนอีแวปและโรงเรือนอีแว๊ป เป็นโรงเรือนที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยการระเหยของน้ำ โดยทำงานร่วมกันระหว่างแผง Cooling Pad ระบบหมุนเวียนน้ำ และพัดลมระบายอากาศ

ระบบ Evap สามารถช่วยลดอุณหภูมิอากาศก่อนเข้าสู่โรงเรือนได้ แต่ไม่ใช่เครื่องปรับอากาศและไม่สามารถกำหนดอุณหภูมิให้ต่ำได้ตามต้องการทุกช่วงเวลา ประสิทธิภาพของระบบขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความชื้นภายนอก ปริมาณลม การออกแบบโรงเรือน และสภาพของแผง Cooling Pad

ดังนั้น ก่อนติดตั้งระบบ Evap ควรประเมินสภาพอากาศของพื้นที่ ชนิดพืช และอุณหภูมิเป้าหมายให้ชัดเจน ไม่ควรตัดสินใจจากตัวเลขว่าระบบจะลดอุณหภูมิได้กี่องศาเพียงค่าเดียว หากยังไม่ได้เลือกรูปแบบโรงเรือน สามารถเริ่มจากบทความ โรงเรือนปลูกพืชแต่ละประเภท

โรงเรือน Evap ระบบ Cooling Pad และพัดลมระบายอากาศ
โรงเรือน Evap ใช้แผง Cooling Pad ร่วมกับพัดลมเพื่อดึงอากาศผ่านพื้นที่ปลูก

ส่วนประกอบของระบบ Evap

ระบบ Fan and Pad โดยทั่วไปประกอบด้วยอุปกรณ์หลายส่วนที่ต้องออกแบบให้ทำงานสัมพันธ์กัน ได้แก่

  • แผง Cooling Pad หรือแผงรังผึ้ง
  • รางจ่ายน้ำด้านบนและรางรับน้ำด้านล่าง
  • ถังพักน้ำและปั๊มน้ำหมุนเวียน
  • ระบบกรองน้ำและท่อกระจายน้ำ
  • พัดลมระบายอากาศหรือ Exhaust Fan
  • ช่องลมเข้า บานเกล็ด และบานป้องกันลมย้อน
  • พัดลมหมุนเวียนอากาศภายใน
  • เซนเซอร์อุณหภูมิและความชื้น
  • ตู้ควบคุมหรือระบบ Smart Farm
  • ระบบสำรองไฟหรือสัญญาณเตือนสำหรับฟาร์มที่มีความเสี่ยงสูง

แผง Cooling Pad จะติดตั้งอยู่ด้านหนึ่งของโรงเรือน ส่วนพัดลมระบายอากาศติดตั้งอยู่อีกด้าน เพื่อดึงอากาศภายนอกผ่านแผงที่เปียกน้ำและเคลื่อนผ่านพื้นที่ปลูกไปยังพัดลม

หลักการทำงานของโรงเรือน Evap

เมื่อพัดลมระบายอากาศทำงาน ความดันภายในโรงเรือนจะต่ำกว่าภายนอกเล็กน้อย ทำให้อากาศภายนอกถูกดึงผ่านแผง Cooling Pad ที่มีน้ำไหลเคลือบพื้นผิว น้ำบางส่วนจะระเหยและดึงความร้อนออกจากอากาศ ส่งผลให้อากาศที่ผ่านแผงมีอุณหภูมิลดลง แต่มีความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้น

อากาศบริเวณใกล้ Cooling Pad จึงมักเย็นที่สุด เมื่ออากาศเคลื่อนผ่านโรงเรือนจะรับความร้อนจากแสงแดด หลังคา พื้น อุปกรณ์ และพืช ทำให้อุณหภูมิค่อย ๆ สูงขึ้นเมื่อเข้าใกล้ฝั่งพัดลม

University of Florida อธิบายว่าความแตกต่างของอุณหภูมิตลอดแนวโรงเรือนขึ้นอยู่กับระยะทาง สิ่งกีดขวาง การจัดโต๊ะปลูก พื้นโรงเรือน และอัตราการไหลของอากาศ ดูรายละเอียดได้จาก ข้อมูลระบบ Fan and Pad จาก UF/IFAS

ทำไมความชื้นภายนอกจึงมีผลต่อ Evap

ขีดจำกัดของการลดอุณหภูมิด้วยระบบ Evap ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิกระเปาะแห้งกับอุณหภูมิกระเปาะเปียก หรือ Wet-bulb Depression ยิ่งอากาศภายนอกแห้ง น้ำยิ่งระเหยได้มากและมีโอกาสลดอุณหภูมิได้มากขึ้น แต่เมื่ออากาศมีความชื้นสูง การระเหยจะเกิดขึ้นได้น้อยลง

สามารถประมาณอุณหภูมิอากาศหลังผ่าน Cooling Pad ได้จากสูตร:

อุณหภูมิหลังผ่านแผง ≈ อุณหภูมิภายนอก − ประสิทธิภาพแผง × (อุณหภูมิกระเปาะแห้ง − อุณหภูมิกระเปาะเปียก)

ตัวอย่าง หากภายนอกมีอุณหภูมิ 35°C อุณหภูมิกระเปาะเปียก 27°C และสมมติประสิทธิภาพแผง 80%

35 − 0.80 × (35 − 27) = ประมาณ 28.6°C

แต่ถ้าอากาศมีความชื้นสูงจนกระเปาะเปียกอยู่ที่ 31°C ภายใต้สมมติฐานเดิม อากาศหลังผ่านแผงจะอยู่ที่ประมาณ 31.8°C หรือลดลงเพียงประมาณ 3.2°C ตัวอย่างนี้ยังไม่รวมความร้อนที่อากาศจะได้รับเพิ่มระหว่างเคลื่อนผ่านโรงเรือน

ด้วยเหตุนี้ ระบบ Evap จึงทำงานได้ดีกว่าในช่วงที่อากาศร้อนแต่มีความชื้นไม่สูงมาก ส่วนช่วงฝนตกหรือวันที่ความชื้นภายนอกสูง ประสิทธิภาพการลดอุณหภูมิจะลดลง โดยอุณหภูมิกระเปาะเปียกเป็นขีดจำกัดสำคัญของระบบระเหยน้ำ อ่านข้อมูลการออกแบบโรงเรือนจาก UF/IFAS

โรงเรือน Evap ลดอุณหภูมิได้กี่องศา

ไม่ควรระบุว่าระบบ Evap ลดอุณหภูมิได้ 5–10°C ในทุกพื้นที่ เพราะอุณหภูมิที่ลดได้จริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่

  • อุณหภูมิและความชื้นภายนอก
  • อุณหภูมิกระเปาะเปียก
  • ประสิทธิภาพและความสะอาดของแผง
  • อัตราการไหลของอากาศ
  • ปริมาณน้ำที่กระจายบนแผง
  • ความยาวจาก Cooling Pad ถึงพัดลม
  • การรั่วของผนัง ประตู และช่องเปิด
  • ความร้อนจากแสงอาทิตย์
  • สแลนหรือวัสดุพรางแสง
  • จำนวนพืชและอุปกรณ์ภายในโรงเรือน

การประเมินจึงควรใช้ข้อมูลสภาพอากาศรายชั่วโมงของช่วงที่ร้อนที่สุดและชื้นที่สุด ไม่ใช่ใช้เฉพาะค่าเฉลี่ยรายเดือน

ขั้นตอนออกแบบโรงเรือน Evap

1. กำหนดชนิดพืชและสภาพแวดล้อมเป้าหมาย

ต้องทราบช่วงอุณหภูมิ ความชื้น และการไหลเวียนอากาศที่พืชต้องการ รวมถึงพิจารณาว่าความชื้นที่เพิ่มขึ้นจากระบบ Evap จะเพิ่มความเสี่ยงโรคพืชหรือไม่ การออกแบบโรงเรือนเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Controlled Environment Agriculture ซึ่งต้องมองแสง อุณหภูมิ ความชื้น น้ำ และพืชเป็นระบบเดียวกัน

2. คำนวณปริมาณลม

ขนาดพัดลมต้องคำนวณจากพื้นที่หรือปริมาตรโรงเรือน ภาระความร้อน และอัตราการเปลี่ยนอากาศ โดยควรใช้ค่าความสามารถของพัดลมขณะทำงานภายใต้แรงดันสถิตจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะค่า CFM แบบไม่มีแรงต้าน

3. คำนวณพื้นที่ Cooling Pad

พื้นที่แผงต้องสัมพันธ์กับปริมาณลมและความเร็วลมผ่านแผงที่ผู้ผลิตกำหนด หากแผงเล็กเกินไป ความต้านทานจะสูงและลมผ่านแผงเร็วเกินไป แต่ถ้าแผงใหญ่เกินความจำเป็นจะเพิ่มต้นทุนและพื้นที่ติดตั้ง

4. ออกแบบเส้นทางการไหลของอากาศ

อากาศควรไหลผ่านพื้นที่ปลูกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ถูกโต๊ะปลูก ผนังกั้น หรืออุปกรณ์ขวางทาง ประตูและช่องเปิดที่ไม่เกี่ยวข้องควรปิดได้ เพื่อป้องกันอากาศไหลลัดโดยไม่ผ่าน Cooling Pad

5. ลดภาระความร้อนก่อนเพิ่มขนาดพัดลม

ควรพิจารณาทิศทางโรงเรือน วัสดุคลุมหลังคา การพรางแสง และการระบายความร้อนส่วนบนร่วมด้วย การลดความร้อนที่เข้าสู่โรงเรือนอาจคุ้มกว่าการเพิ่มพัดลมหรือ Cooling Pad เพียงอย่างเดียว

ระบบน้ำสำหรับ Cooling Pad

น้ำที่ใช้ในระบบต้องไหลกระจายทั่วแผงอย่างสม่ำเสมอ แผงไม่ควรมีบริเวณแห้งหรือมีน้ำไหลเป็นแผ่นหนาจนขวางทางลม ระบบน้ำควรประกอบด้วย:

  • ถังพักน้ำขนาดเหมาะสม
  • ปั๊มหมุนเวียน
  • ตัวกรอง
  • ท่อกระจายน้ำ
  • รางรับน้ำกลับ
  • ลูกลอยเติมน้ำ
  • ช่องระบายน้ำและล้างระบบ
  • ระบบถ่ายน้ำบางส่วนเพื่อลดการสะสมของแร่ธาตุ

ควรตรวจคุณภาพน้ำด้วย เพราะน้ำกระด้างสามารถทำให้เกิดตะกรันอุดตันบนผิวแผง ส่วนเศษอินทรีย์และแสงที่ตกถึงถังน้ำอาจทำให้เกิดตะไคร่

การควบคุมโรงเรือน Evap ด้วยระบบ Smart Farm

ไม่ควรควบคุมระบบ Evap จากอุณหภูมิเพียงค่าเดียว เพราะการเปิดน้ำบน Cooling Pad จะทำให้ความชื้นเพิ่มขึ้นด้วย ระบบควบคุมสามารถแบ่งลำดับการทำงาน เช่น

  1. เปิดพัดลมหมุนเวียนอากาศ
  2. เปิดช่องระบายอากาศหรือพัดลมระบายอากาศ
  3. เพิ่มจำนวนพัดลมตามอุณหภูมิ
  4. เปิดปั๊ม Cooling Pad เมื่ออุณหภูมิสูงและความชื้นยังไม่เกินกำหนด
  5. ลดหรือหยุดจ่ายน้ำเมื่อความชื้นสูงเกินไป
  6. แจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์ไม่ทำงานหรืออุณหภูมิยังสูงแม้ระบบทำงานเต็มกำลัง

เซนเซอร์สำหรับงานเกษตร ที่ควรพิจารณาในระบบนี้ ได้แก่

  • อุณหภูมิและความชื้นภายนอก
  • อุณหภูมิและความชื้นใกล้ Cooling Pad
  • อุณหภูมิและความชื้นกลางโรงเรือน
  • อุณหภูมิและความชื้นฝั่งพัดลม
  • ระดับน้ำในถัง
  • สถานะปั๊มน้ำและพัดลม
  • เซนเซอร์ตรวจการไหลของน้ำ
  • เซนเซอร์แสงหรือรังสีอาทิตย์

ข้อมูลหลายตำแหน่งช่วยให้มองเห็นความแตกต่างของอุณหภูมิตลอดแนวโรงเรือนและนำไปปรับการจัดวางพัดลมได้แม่นยำกว่าการติดเซนเซอร์เพียงจุดเดียว ระบบสามารถบันทึกข้อมูล แสดงผลย้อนหลัง และส่งการแจ้งเตือนผ่าน ระบบ Smart Farm

พืชแบบไหนเหมาะกับโรงเรือน Evap

ไม่ควรสรุปว่าระบบ Evap เหมาะกับพืชทุกชนิด การตัดสินใจควรพิจารณาอุณหภูมิที่พืชต้องการ ความชื้นสูงสุดที่รับได้ ความเสี่ยงเชื้อรา ความหนาแน่นของทรงพุ่ม ฤดูผลิต และมูลค่าผลผลิตเมื่อเทียบกับต้นทุนระบบ

มีแนวโน้มเหมาะ ควรประเมินอย่างระมัดระวัง
พื้นที่ที่ช่วงอากาศร้อนมีความชื้นไม่สูงมาก พื้นที่ที่ความชื้นภายนอกสูงเกือบตลอดวัน
พืชที่รับความชื้นเพิ่มขึ้นได้ พืชที่เสี่ยงโรคใบและเชื้อราสูง
โรงเรือนที่ควบคุมช่องลมเข้าได้ โรงเรือนที่มีประตูหรือผนังรั่วหลายจุด
อุณหภูมิเป้าหมายยังอยู่เหนือขีดจำกัดกระเปาะเปียก ต้องการอุณหภูมิต่ำกว่าที่ Evap สามารถทำได้

ผักกินใบ เมล่อน มะเขือเทศ สมุนไพร ไม้ดอก และไม้กระถางสามารถใช้กับโรงเรือน Evap ได้ในบางเงื่อนไข แต่ต้องออกแบบค่าควบคุมให้เหมาะกับพืชและพื้นที่ ไม่ควรใช้การตั้งค่าเดียวกันทั้งหมด สำหรับพืชที่อ่อนไหวต่อความชื้นควรพิจารณาความเสี่ยงด้าน โรคใบจุดและโรคพืชในโรงเรือน ร่วมด้วย

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนลงทุน

  • ลดอุณหภูมิได้น้อยลงเมื่ออากาศภายนอกชื้น
  • ทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ภายในสูงขึ้น
  • มีอุณหภูมิแตกต่างระหว่างฝั่งแผงกับฝั่งพัดลม
  • ต้องใช้ไฟฟ้าสำหรับพัดลมและปั๊มน้ำ
  • ต้องมีน้ำเพียงพอและเหมาะกับแผง
  • แผงอาจเกิดตะกรัน ตะไคร่ หรืออุดตัน
  • ประตูหรือผนังรั่วทำให้ลมไหลลัด
  • พัดลมหยุดทำงานอาจทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นรวดเร็ว
  • อาจต้องมีระบบไฟสำรองสำหรับพืชมูลค่าสูง
  • ไม่สามารถทำอุณหภูมิต่ำกว่าขีดจำกัดของอุณหภูมิกระเปาะเปียกได้

การดูแลรักษาระบบ Evap

การบำรุงรักษามีผลโดยตรงต่อการกระจายน้ำ ปริมาณลม และประสิทธิภาพของระบบ ควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้เป็นประจำ:

  • ตรวจว่าแผงเปียกทั่วทั้งพื้นที่
  • ล้างตัวกรองและหัวจ่ายน้ำ
  • ตรวจตะกรันและตะไคร่บนแผง
  • ตรวจรางน้ำและถังพัก
  • ตรวจใบพัด สายพาน และบานเกล็ด
  • ตรวจการรั่วของประตูและผนัง
  • สอบเทียบเซนเซอร์อุณหภูมิและความชื้น
  • ทดสอบระบบแจ้งเตือนและไฟสำรอง
  • เปรียบเทียบอุณหภูมิฝั่งแผง กลางโรงเรือน และฝั่งพัดลม

ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนออกแบบระบบ

ก่อนคำนวณพัดลมและ Cooling Pad ควรเตรียมข้อมูลดังต่อไปนี้:

  • จังหวัดและตำแหน่งติดตั้ง
  • ขนาดกว้าง ยาว และสูงของโรงเรือน
  • วัสดุมุงหลังคาและผนัง
  • ชนิดพืชและระยะการเจริญเติบโต
  • จำนวนโต๊ะหรือความหนาแน่นของต้น
  • อุณหภูมิและความชื้นเป้าหมาย
  • ข้อมูลสภาพอากาศภายนอก
  • แหล่งน้ำและคุณภาพน้ำ
  • ระบบไฟฟ้าและกำลังสำรอง
  • ช่วงเดือนและเวลาที่ต้องการใช้งาน

สรุป

โรงเรือน Evap เป็นระบบลดอุณหภูมิที่ใช้หลักการระเหยของน้ำร่วมกับการระบายอากาศ เหมาะสำหรับงานที่ต้องการลดความร้อนต่ำกว่าการใช้พัดลมระบายอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับความชื้นภายนอกและการออกแบบทั้งระบบ

หัวใจสำคัญไม่ใช่การติดตั้งพัดลมขนาดใหญ่ที่สุดหรือแผง Cooling Pad มากที่สุด แต่คือการคำนวณปริมาณลม พื้นที่แผง เส้นทางอากาศ ระบบน้ำ และเงื่อนไขควบคุมให้สัมพันธ์กับพืชและสภาพอากาศจริง