พลาสติกคลุมโรงเรือนเป็นส่วนที่รับแดด ฝน ลม และความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโดยตรง การเลือกจึงไม่ควรดูเพียงความหนาหรือราคาต่อม้วน แต่ต้องพิจารณาการส่งผ่านแสง การกระจายแสง สารป้องกันการเสื่อมจากรังสี UV การควบแน่น ขนาดม้วน และเงื่อนไขรับประกันร่วมกัน
พลาสติกที่หนากว่าไม่ได้หมายความว่าจะมีอายุใช้งานยาวกว่าเสมอไป และคำว่า UV Stabilized ไม่ได้มีความหมายเหมือน UV Blocking บทความนี้อธิบายข้อมูลที่ควรตรวจในเอกสารสินค้า เพื่อเลือกฟิล์มให้เหมาะกับชนิดพืช โครงสร้าง และสภาพอากาศของพื้นที่

พลาสติกคลุมโรงเรือนต่างจากพลาสติกทั่วไปอย่างไร
พลาสติกคลุมโรงเรือนส่วนมากผลิตจากพอลิเอทิลีนหรือวัสดุพอลิเมอร์หลายชั้น และเติมสารเฉพาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง เช่น สารช่วยชะลอการเสื่อมจากแสงแดด สารลดการเกิดหยดน้ำ หรือสารปรับการส่งผ่านและกระจายแสง
พลาสติกงานก่อสร้างอาจมีความหนาใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีสูตรสำหรับรับแสงแดดต่อเนื่องหรือมีคุณสมบัติทางแสงเหมาะกับการปลูกพืช หากต้องการใช้งานหลายฤดูควรเลือกฟิล์มเกรดโรงเรือนและตรวจเงื่อนไขของผู้ผลิต
ข้อมูลที่ควรดูในเอกสารพลาสติก
| ข้อมูล | ใช้พิจารณาอะไร |
|---|---|
| ชนิดวัสดุและโครงสร้างฟิล์ม | ความเหนียว ความยืดหยุ่น และคุณสมบัติของแต่ละชั้น |
| ความหนา | ความแข็งแรงเชิงกลและความเหมาะสมกับโครงสร้าง |
| การส่งผ่านแสง | ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่โรงเรือน |
| การกระจายแสง | ความสม่ำเสมอของแสงและการเกิดเงาภายในทรงพุ่ม |
| UV Stabilizer | การชะลอการเสื่อมของตัวพลาสติกจากรังสี UV |
| UV Blocking/Transmission | ช่วงรังสี UV ที่ฟิล์มยอมให้ผ่านหรือช่วยลดการส่งผ่าน |
| Anti-drip/Anti-condensation | รูปแบบการเกาะและไหลของน้ำควบแน่นบนผิวด้านใน |
| IR/Thermal | คุณสมบัติด้านการถ่ายเทหรือเก็บความร้อน |
| ขนาดม้วน | การวางแนวผืน จำนวนรอยต่อ และเศษเหลือจากการตัด |
| การรับประกัน | ระยะเวลา เงื่อนไขติดตั้ง และข้อยกเว้นเกี่ยวกับสารเคมี |
UV Stabilizer กับ UV Blocking ต่างกันอย่างไร
UV Stabilizer เป็นสารที่ช่วยชะลอการเสื่อมของพลาสติกจากรังสีอัลตราไวโอเลต ทำให้ฟิล์มไม่กรอบและแตกเร็วเกินไป ส่วน UV Blocking หรือคุณสมบัติการควบคุม UV เกี่ยวข้องกับปริมาณและช่วงรังสีที่ผ่านฟิล์มเข้าสู่โรงเรือน
ฟิล์มอาจมีสารป้องกันการเสื่อมของตัวเอง แต่ยังยอมให้ UV บางช่วงผ่านได้ หรืออาจออกแบบให้ลด UV บางช่วงเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หากใช้แมลงผสมเกสรหรือมีเป้าหมายด้านแมลงและโรค ควรตรวจข้อมูลการส่งผ่านสเปกตรัมจากผู้ผลิต ไม่ควรตัดสินจากคำว่า “กัน UV” เพียงคำเดียว
Anti-drip และ Anti-fog ทำงานอย่างไร
เมื่ออากาศชื้นภายในสัมผัสผิวพลาสติกที่เย็นกว่า อาจเกิดน้ำควบแน่น สาร Anti-drip หรือ Anti-condensation ช่วยลดแรงตึงผิว ทำให้น้ำแผ่และไหลไปตามผิวแทนการรวมตัวเป็นหยดแล้วตกลงบนพืช
คุณสมบัตินี้ช่วยจัดการรูปแบบของน้ำควบแน่น แต่ไม่ได้ลดความชื้นภายในโรงเรือนโดยตรง โรงเรือนยังต้องมีการระบายอากาศและจัดการอุณหภูมิให้เหมาะสม University of Connecticut ระบุว่าหยดน้ำสามารถลดการส่งผ่านแสงและเพิ่มปัญหาเมื่อน้ำหยดลงบนพืช ดูข้อมูลเกี่ยวกับฟิล์มโรงเรือน
พลาสติกใสกับพลาสติกกระจายแสง
พลาสติกใส
เหมาะกับระบบที่ต้องการการส่งผ่านแสงตรงสูง แต่ความเหมาะสมต้องดูข้อมูล PAR และสภาพอากาศจริง การใช้ฟิล์มใสไม่ได้หมายความว่าโรงเรือนจะมีอุณหภูมิเหมาะสมโดยอัตโนมัติ หากช่องระบายอากาศไม่เพียงพอ ความร้อนยังสามารถสะสมได้มาก
พลาสติกกระจายแสง
ช่วยกระจายแสงไปยังส่วนต่าง ๆ ของทรงพุ่มและลดเงาที่คม เหมาะกับพืชทรงสูงหรือโต๊ะปลูกที่ต้องการความสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ฟิล์มแต่ละรุ่นมีค่าการส่งผ่านและการกระจายแสงต่างกัน จึงควรเปรียบเทียบข้อมูลของผู้ผลิตแทนการพิจารณาจากสีขุ่นด้วยตา
ความหนาไม่ได้กำหนดอายุใช้งานทั้งหมด
ความหนามีผลต่อความแข็งแรงและการทนแรงเชิงกล แต่ไม่สามารถใช้ทำนายอายุฟิล์มเป็นจำนวนปีได้เพียงอย่างเดียว ปัจจัยอื่นที่มีผล ได้แก่
- สูตรพอลิเมอร์และสารป้องกัน UV
- ความเข้มของแสงแดดและอุณหภูมิพื้นผิว
- แรงลมและการกระพือ
- การเสียดสีกับโครงสร้าง
- สารเคมี กำมะถัน คลอรีน หรือสารที่ผู้ผลิตระบุว่าไม่ควรสัมผัส
- วิธีติดตั้งและระดับความตึง
- รูปทรงและระยะรองรับของโครง
- เงื่อนไขการรับประกัน
ดังนั้น ควรตัดสินจากเอกสารเทคนิคและการรับประกันของฟิล์มรุ่นนั้น ไม่ควรใช้ตารางที่กำหนดว่าความหนาเท่านี้ต้องใช้งานได้กี่ปีแบบตายตัว
วิธีเลือกพลาสติกตามการใช้งาน
- กำหนดชนิดพืช: พิจารณาความต้องการแสง อุณหภูมิ และความไวต่อหยดน้ำ
- ดูสภาพอากาศ: พื้นที่แดดจัด ลมแรง หรือใกล้ทะเลต้องประเมินต่างกัน
- เลือกคุณสมบัติทางแสง: ดูการส่งผ่านและการกระจายแสงจากเอกสารสินค้า
- เลือกคุณสมบัติการควบแน่น: พิจารณา Anti-drip หากมีความเสี่ยงเกิดหยดน้ำ
- ตรวจขนาดม้วน: วางแผนให้มีรอยต่อน้อยและเหลือระยะสำหรับยึด
- ตรวจระบบระบายอากาศ: พลาสติกป้องกันฝนแต่ทำให้การระบายความร้อนต่างจากโรงเรือนมุ้ง
- ตรวจเงื่อนไขรับประกัน: รวมถึงด้านที่ต้องหันเข้า–ออกและสารเคมีที่ห้ามใช้
การติดตั้งพลาสติกคลุมโรงเรือน
ก่อนคลุมควรตรวจโครงสร้าง ลบคม ปิดปลายท่อ และแก้จุดที่อาจเสียดสีกับพลาสติก วางผืนให้ตรงตามด้านที่ผู้ผลิตกำหนด แล้วใช้ รางล็อกโรงเรือน ร่วมกับ ลวดสปริง ที่มีขนาดเข้ากัน
- ไม่ติดตั้งขณะลมแรง
- ใช้จำนวนคนและอุปกรณ์ยกที่เหมาะกับขนาดผืน
- ไม่ลากฟิล์มผ่านพื้นหรือขอบโลหะคม
- ควบคุมความตึงตามอุณหภูมิและคำแนะนำผู้ผลิต
- จัดแนวรอยต่อให้ระบายน้ำได้
- ตรวจรอบประตู ชายคา หน้าจั่ว และปลายราง
- เตรียม มุ้งกันแมลง สำหรับช่องเปิดที่ต้องระบายอากาศ
การดูแลและตรวจสภาพ
- ตรวจรอยขาด รอยพับ และจุดเสียดสีกับโครง
- ตรวจความตึงหลังอุณหภูมิเปลี่ยนหรือผ่านลมแรง
- ทำความสะอาดตามวิธีที่ผู้ผลิตอนุญาต
- ตรวจน้ำควบแน่นและการระบายน้ำด้านใน
- ตรวจรางล็อก ลวดสปริง และรอยต่อ
- หลีกเลี่ยงสารเคมีที่กระทบสารป้องกัน UV
- วางแผนเปลี่ยนก่อนฟิล์มกรอบและฉีกเป็นบริเวณกว้าง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เลือกจากความหนาโดยไม่ดูคุณสมบัติอื่น
- เข้าใจว่า UV Stabilized เท่ากับ UV Blocking
- คาดว่า Anti-drip จะลดความชื้นในโรงเรือน
- กำหนดอายุใช้งานจากจำนวนไมครอนเพียงอย่างเดียว
- ใช้พลาสติกงานทั่วไปแทนฟิล์มเกรดโรงเรือน
- ติดตั้งผิดด้านหรือไม่ทำตามเงื่อนไขรับประกัน
- ไม่มีช่องระบายอากาศเพียงพอ
- คาดว่าพลาสติกหลังคาเพียงอย่างเดียวจะป้องกันแมลงได้
สรุป
การเลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนควรเริ่มจากพืช สภาพอากาศ และรูปแบบการควบคุมโรงเรือน จากนั้นจึงเปรียบเทียบความหนา การส่งผ่านแสง การกระจายแสง UV Stabilizer, Anti-drip ขนาดม้วน และการรับประกัน
พลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ โรงเรือนยังต้องออกแบบโครงสร้าง การระบายอากาศ มุ้ง รางล็อก และการจัดการอุณหภูมิให้ทำงานร่วมกัน สามารถดูภาพรวมได้ที่ การเลือกโรงเรือนปลูกพืช และบทความ โรงเรือน Evap