ระบบไฟปลูกพืชใน Plant Factory แบบแสงประดิษฐ์

ระบบ Plant Factory หรือ PFAL ใช้แสงประดิษฐ์เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการสังเคราะห์แสง การออกแบบระบบแสงจึงไม่ได้จบเพียงการเลือกหลอดไฟที่มีกำลังวัตต์สูงหรือเลือกสีของแสง แต่ต้องพิจารณาร่วมกันทั้งปริมาณแสง ระยะเวลาเปิดไฟ ความสม่ำเสมอ อุณหภูมิบริเวณทรงพุ่ม และพลังงานที่ระบบใช้จริง

ระบบที่ออกแบบไม่เหมาะสมอาจพบว่าต้นไม้บริเวณกลางชั้นได้รับแสงมากเกินไป ขณะที่ต้นริมชั้นได้รับแสงไม่พอ ส่งผลให้ขนาดและระยะเก็บเกี่ยวไม่สม่ำเสมอ แม้ค่าเฉลี่ยของแสงทั้งชั้นจะดูเพียงพอก็ตาม บทความนี้จึงอธิบายวิธีนำค่า PPFD และ DLI มาใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับออกแบบระบบแสงใน Plant Factory อย่างเป็นขั้นตอน

ระบบไฟปลูกพืชใน Plant Factory แบบแสงประดิษฐ์
การจัดวางไฟใน Plant Factory ต้องพิจารณาทั้งปริมาณแสง ความสม่ำเสมอ ความร้อน และพลังงานที่ใช้

ทำความเข้าใจค่าที่ใช้วัดแสงปลูกพืช

ก่อนเลือกโคมหรือกำหนดจำนวนไฟ ควรแยกความหมายของค่าที่เกี่ยวข้องกับแสงให้ชัดเจน เพราะแต่ละค่าใช้ตอบคำถามคนละแบบ

ค่า ความหมาย นำไปใช้อย่างไร
PPF จำนวนโฟตอนสำหรับการสังเคราะห์แสงที่โคมปล่อยออกมาต่อวินาที ใช้เปรียบเทียบกำลังแสงรวมของโคม
PPFD ปริมาณโฟตอนที่ตกถึงพื้นที่ปลูกในแต่ละวินาที ใช้วัดแสงจริงบริเวณยอดพืช
DLI ปริมาณแสงสะสมทั้งหมดที่พืชได้รับในหนึ่งวัน ใช้กำหนด PPFD ร่วมกับชั่วโมงเปิดไฟ
Photoperiod จำนวนชั่วโมงที่ให้แสงและช่วงเวลามืด ใช้จัดตารางเปิด–ปิดไฟให้สัมพันธ์กับชนิดพืช
Efficacy ประสิทธิภาพการเปลี่ยนไฟฟ้าเป็นโฟตอน มีหน่วย µmol/J ใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพพลังงานของโคม

กำลังไฟฟ้าหน่วยวัตต์บอกว่าโคมใช้ไฟเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าพืชได้รับแสงจริงเท่าไร การออกแบบ Plant Factory จึงควรดูข้อมูล PPFD Map ที่ระยะติดตั้งจริงร่วมด้วย

วิธีคำนวณ DLI

DLI หรือ Daily Light Integral คือปริมาณแสงสะสมที่พืชได้รับตลอดหนึ่งวัน สามารถคำนวณได้จากสูตร:

DLI = PPFD × ชั่วโมงเปิดไฟ × 3,600 ÷ 1,000,000

ตัวอย่าง หากวัด PPFD ที่ระดับยอดพืชได้ 200 µmol·m⁻²·s⁻¹ และเปิดไฟวันละ 16 ชั่วโมง

200 × 16 × 3,600 ÷ 1,000,000 = 11.52 mol·m⁻²·day⁻¹

ถ้าเพิ่ม PPFD เป็น 250 โดยเปิดไฟเท่าเดิม จะได้ DLI เท่ากับ 14.4 mol·m⁻²·day⁻¹ สูตรนี้ช่วยให้ผู้ปลูกปรับสมดุลระหว่างความเข้มแสงกับชั่วโมงเปิดไฟได้ แต่ไม่ควรเพิ่มความเข้มแสงโดยดู DLI เพียงอย่างเดียว เพราะพืชแต่ละชนิดมีระดับความเข้มแสงที่รับได้ต่างกัน อ่านหลักการคำนวณเพิ่มเติมได้จาก คู่มือ DLI ของ Virginia Tech

ค่าตั้งต้นสำหรับทดลองระบบ

ตารางต่อไปนี้เป็นช่วงสำหรับเริ่มทดลองและเก็บข้อมูล ไม่ใช่มาตรฐานตายตัว ค่าที่เหมาะสมจริงยังขึ้นอยู่กับชนิดพืช สายพันธุ์ ระยะการเจริญเติบโต อุณหภูมิ ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ และเป้าหมายด้านผลผลิตหรือสารสำคัญ

กลุ่มพืช PPFD ตั้งต้น ชั่วโมงให้แสง DLI โดยประมาณ
ต้นกล้า 100–150 14–16 ชั่วโมง 5.0–8.6
ผักกินใบ 150–250 14–18 ชั่วโมง 7.6–16.2
สมุนไพรและพืชสะสมมวลใบ 200–350 14–18 ชั่วโมง 10.1–22.7

งานทดลองกับผักสลัดสายพันธุ์หนึ่งพบว่า PPFD 250 µmol·m⁻²·s⁻¹ ร่วมกับการให้แสง 16 ชั่วโมงให้ผลเหมาะสมภายใต้เงื่อนไขของการทดลองนั้น แต่ไม่ควรนำค่าเดียวกันไปใช้กับทุกสายพันธุ์โดยไม่ทดสอบ สามารถดูรายละเอียดได้จาก งานวิจัยเรื่องสภาพแสงสำหรับผักสลัดใน Plant Factory

ขั้นตอนออกแบบระบบแสงใน Plant Factory

1. เริ่มจากชนิดพืชและเป้าหมายการผลิต

ระบุให้ชัดว่าระบบจะใช้ปลูกต้นกล้า ผักกินใบ สมุนไพร หรือพืชให้ผล เพราะแต่ละกลุ่มต้องการแสง ความสูงระหว่างชั้น และระยะเวลาปลูกต่างกัน ระบบสำหรับผักสลัดไม่ควรนำไปใช้กับมะเขือเทศหรือพืชให้ผลโดยตรง เนื่องจากพืชกลุ่มหลังต้องการทั้งแสงและพื้นที่แนวตั้งมากกว่า

หากยังไม่ได้เลือกพืช สามารถดูแนวทางได้จากบทความ พืชที่นิยมปลูกในระบบ Plant Factory ก่อนกำหนดรูปแบบชั้นและระบบไฟ

2. กำหนดขนาดพื้นที่ปลูกจริง

วัดความกว้างและความยาวของแต่ละชั้น รวมถึงตำแหน่งรางปลูก ระยะห่างระหว่างต้น และความสูงสูงสุดของทรงพุ่มก่อนเลือกโคม ระยะระหว่างโคมกับยอดพืชมีผลโดยตรงต่อทั้งความเข้มและการกระจายแสง

3. ออกแบบรูปแบบโคมและตำแหน่งติดตั้ง

โคมแบบบาร์และแบบแผงมีรูปแบบการกระจายแสงต่างกัน การเลือกต้องพิจารณาร่วมกับความกว้างของชั้น ความสูงติดตั้ง และตำแหน่งปลูก สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความ การเลือกโครงสร้างไฟปลูกต้นไม้

4. ตรวจ PPFD Map ที่ระยะติดตั้งจริง

ควรวัดแสงเป็นตารางหลายตำแหน่ง ทั้งกลางชั้น ริมชั้น และมุมชั้น แล้วเปรียบเทียบค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ย และค่าสูงสุด อย่าวัดเฉพาะตรงกลาง เพราะมักเป็นบริเวณที่ได้รับแสงมากที่สุดและไม่สะท้อนความสม่ำเสมอของทั้งพื้นที่

5. ตรวจความร้อนและการไหลเวียนอากาศ

แม้ LED จะมีประสิทธิภาพสูง แต่พลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่งยังกลายเป็นความร้อนและเพิ่มภาระให้ระบบควบคุมอุณหภูมิ จึงต้องพิจารณาการระบายอากาศ พัดลมหมุนเวียน และกำลังของเครื่องปรับอากาศร่วมกัน

ควรวัดทั้งอุณหภูมิอากาศและอุณหภูมิบริเวณใบ เนื่องจากอุณหภูมิใบมีผลต่อการคายน้ำและการตอบสนองต่อแสงของพืช แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ Controlled Environment Agriculture ที่ต้องควบคุมปัจจัยหลายด้านร่วมกัน

วิธีเลือก LED Grow Light

ข้อมูลสำคัญที่ควรตรวจสอบก่อนเลือกซื้อและติดตั้งโคม ได้แก่

  • PPFD Map ที่ระยะติดตั้งใกล้เคียงกับการใช้งานจริง
  • ประสิทธิภาพของโคมหน่วย µmol/J
  • พื้นที่ครอบคลุมและความสม่ำเสมอของแสง
  • ความสามารถในการหรี่ไฟ
  • การป้องกันความชื้นและละอองน้ำ
  • อายุการใช้งานและเงื่อนไขรับประกัน
  • รูปแบบโคมที่เข้ากับชั้นปลูก
  • ความสะดวกในการถอดล้างและบำรุงรักษา

ค่า Watt และสีของหลอดเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับตัดสินว่าโคมเหมาะกับพื้นที่ปลูกหรือไม่

จำเป็นต้องใช้ไฟสีแดงและสีน้ำเงินหรือไม่

พืชใช้แสงหลายช่วงความยาวคลื่น ไม่ได้ใช้เฉพาะแสงสีแดงกับสีน้ำเงินเท่านั้น ไฟแบบ Full Spectrum หรือแสงขาวสามารถใช้เป็นฐานสำหรับระบบปลูกทั่วไป อีกทั้งช่วยให้ผู้ดูแลมองเห็นสีใบ อาการขาดธาตุอาหาร และความผิดปกติของพืชได้ง่ายกว่า

แสงสีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว และ Far-red สามารถส่งผลต่อทรงต้น สีใบ การยืดตัว และการสะสมสารบางชนิดแตกต่างกัน แต่ไม่มีสูตรสีเดียวที่เหมาะกับพืชทุกชนิด งานทบทวนด้านผักสลัดใน PFAL ชี้ว่าผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงสายพันธุ์และความสม่ำเสมอของ PPFD สามารถอ่านได้จาก งานทบทวนระบบแสงสำหรับผักสลัดใน PFAL

สำหรับพืชสมุนไพรที่ต้องการควบคุมสารสำคัญ สูตรแสงควรถูกออกแบบเป็นการทดลองแยกจากระบบผลิตผักกินใบทั่วไป ดูแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ Plant Factory สำหรับสมุนไพรและสารสกัด

วิธีคำนวณพลังงานของระบบไฟ

สูตรพื้นฐานสำหรับประเมินการใช้ไฟฟ้าคือ:

พลังงานต่อวัน = กำลังไฟรวม × ชั่วโมงเปิดไฟ ÷ 1,000

ตัวอย่าง ชั้นปลูกใช้ไฟรวม 400 วัตต์ เปิดวันละ 16 ชั่วโมง

400 × 16 ÷ 1,000 = 6.4 kWh ต่อวัน

ถ้าเปิด 30 วัน จะใช้ไฟประมาณ 192 kWh ต่อเดือนต่อชั้น ยังไม่รวมพัดลม ปั๊มน้ำ ระบบควบคุม และเครื่องปรับอากาศ ดังนั้นการเปรียบเทียบโคมควรดูทั้งผลผลิตต่อพื้นที่ พลังงานที่ใช้ และภาระระบบทำความเย็น ไม่ควรดูเฉพาะราคาซื้อโคม

การใช้เซนเซอร์และระบบ Smart Farm

ระบบควบคุมแสงสามารถทำงานร่วมกับเซนเซอร์และ ระบบ Smart Farm เพื่อจัดการและติดตามข้อมูล เช่น

  • ตั้งเวลาเปิด–ปิดไฟ
  • ปรับระดับการหรี่ไฟตามช่วงการเจริญเติบโต
  • ตรวจสถานะว่าโคมทำงานจริงหรือไม่
  • บันทึก PPFD และชั่วโมงการทำงาน
  • แจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิชั้นปลูกสูงเกินกำหนด
  • เปรียบเทียบข้อมูลแสงกับน้ำหนักเก็บเกี่ยวแต่ละรอบ

การเก็บข้อมูลต่อเนื่องจะช่วยพัฒนาสูตรแสงที่เหมาะกับพืชและระบบจริงของฟาร์มได้ดีกว่าการใช้ค่าจากตารางเพียงอย่างเดียว

ตรวจระบบก่อนเริ่มปลูกจริง

  1. ติดตั้งโคมตามตำแหน่งที่ออกแบบไว้
  2. เปิดระบบจนถึงสภาวะทำงานปกติ
  3. วัด PPFD เป็นตารางที่ระดับยอดพืช
  4. คำนวณ DLI จาก PPFD เฉลี่ยและชั่วโมงเปิดไฟ
  5. ตรวจอุณหภูมิกลางชั้น ริมชั้น และบริเวณยอดพืช
  6. บันทึกค่าตั้งต้นของแต่ละชั้น
  7. ทดลองปลูกขนาดเล็กก่อนขยายทั้งระบบ
  8. ชั่งน้ำหนักและบันทึกคุณภาพผลผลิตหลังเก็บเกี่ยว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เลือกโคมจากกำลังวัตต์โดยไม่ดู PPFD
  • วัดแสงเฉพาะตรงกลางชั้น
  • ไม่คำนวณ DLI
  • ใช้ค่าเดียวกับพืชทุกชนิดและทุกระยะการเจริญเติบโต
  • ติดตั้งไฟใกล้ยอดพืชมากเกินไป
  • ไม่คำนวณภาระของระบบทำความเย็น
  • ใช้ Lux Meter เป็นค่าหลักในการออกแบบแสงสำหรับพืช
  • ไม่มีระบบหรี่ไฟสำหรับปรับสูตรในภายหลัง
  • ไม่บันทึกผลผลิตเทียบกับพลังงานที่ใช้

สรุปการออกแบบแสง Plant Factory

ระบบแสงที่ดีสำหรับ Plant Factory ต้องให้ปริมาณแสงเหมาะสมและกระจายทั่วพื้นที่ ไม่ใช่เพียงทำให้ค่า PPFD ตรงกลางชั้นสูงที่สุด

การออกแบบควรเริ่มจากชนิดพืช เป้าหมาย DLI ขนาดพื้นที่ปลูก ระยะติดตั้งไฟ และความสม่ำเสมอ ก่อนนำมาคำนวณจำนวนโคม ชั่วโมงเปิดไฟ พลังงาน และภาระระบบทำความเย็น เมื่อระบบเริ่มใช้งานแล้วควรบันทึกข้อมูลการปลูกแต่ละรอบ เพื่อปรับสูตรแสงให้เหมาะกับฟาร์มจริงต่อไป